บริษัทมีแต่พนักงานรายวัน ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมหรือไม่

หลายคนเข้าใจผิดว่าพนักงานรายวันไม่ต้องทำประกันสังคม ความจริงขึ้นอยู่กับว่างานนั้นเป็นแบบประจำหรือครั้งคราว มาแยกให้ชัดพร้อมตัวอย่าง

หลายกิจการที่เพิ่งเริ่มต้น หรือธุรกิจที่จ้างงานแบบยืดหยุ่น มักจ้างพนักงานเป็นรายวันแทนรายเดือน เพราะคิดว่าจ่ายตามวันทำงานจริง ไม่ผูกมัดเหมือนพนักงานประจำ จึงเข้าใจไปเองว่าไม่จำเป็นต้องทำประกันสังคมให้ แต่ในทางกฎหมายแล้ว ลักษณะการจ่ายค่าจ้างไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าต้องทำประกันสังคมหรือไม่

ต้องขึ้นทะเบียนหรือไม่

คำตอบคือ ต้อง ในกรณีส่วนใหญ่ ไม่ว่าพนักงานจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายชั่วโมงก็ตาม ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ถึง 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งทำงานให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมาย โดยกฎหมายไม่ได้แยกว่าลูกจ้างประเภทไหนได้รับการยกเว้น ตราบใดที่มีความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

ข้อยกเว้นที่มักสร้างความสับสนคือกรณีของ "ลูกจ้างชั่วคราวรายวันของหน่วยงานราชการ" ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 แต่ข้อยกเว้นนี้ใช้เฉพาะราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงบริษัทเอกชนแต่อย่างใด

รายวันแบบประจำ กับรายวันแบบไม่ประจำ ต่างกันอย่างไร

จุดที่หลายคนสับสนคือ "รายวัน" ไม่ได้แปลว่าได้รับการยกเว้นทั้งหมด กฎหมายแยกพิจารณาจาก ลักษณะของงาน ไม่ใช่จากวิธีจ่ายค่าจ้าง โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี

1. พนักงานรายวันแบบประจำ (ต้องขึ้นทะเบียน)

หมายถึงลูกจ้างที่มาทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ แม้จะไม่ใช่ทุกวันหรือจำนวนวันไม่แน่นอนในแต่ละเดือน แต่มีลักษณะเป็นการจ้างงานระยะยาวและอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของนายจ้าง เช่น พนักงานเสิร์ฟที่มาทำงานตามตารางกะทุกสัปดาห์ หรือพนักงานขายที่มาประจำหน้าร้านเป็นประจำ กรณีนี้ถือเป็น "ลูกจ้าง" ตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนให้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เช่นเดียวกับพนักงานรายเดือนทุกประการ

2. พนักงานรายวันแบบไม่ประจำ/ครั้งคราว (ได้รับการยกเว้น)

หมายถึงการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร หรือตามฤดูกาลเท่านั้น เช่น จ้างคนมาช่วยงานอีเวนต์ 1 วัน จ้างแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาล หรือจ้างช่างมาซ่อมแซมเฉพาะครั้ง กรณีเหล่านี้กฎหมายยกเว้นไม่บังคับให้ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม เพราะไม่ถือเป็นการจ้างงานที่มีความต่อเนื่องแบบลูกจ้างทั่วไป

จุดสังเกตสำคัญ: นายจ้างไม่สามารถใช้คำว่า "จ้างรายวัน" มาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียนได้ หากในความเป็นจริงลูกจ้างมาทำงานสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ต่อให้จ่ายค่าจ้างเป็นรายวันก็ตาม กฎหมายจะพิจารณาจากพฤติกรรมการจ้างงานจริง ไม่ใช่จากชื่อเรียกหรือวิธีจ่ายเงิน

นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง (กรณีต้องขึ้นทะเบียน)

  1. ขึ้นทะเบียนนายจ้าง ภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยยื่นแบบ สปส.1-01
  2. ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ด้วยแบบ สปส.1-03 ภายใน 30 วันนับจากวันที่ลูกจ้างเริ่มงาน พร้อมระบุรายละเอียด เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ตำแหน่ง และค่าจ้าง
  3. นำส่งเงินสมทบทุกเดือน ทั้งส่วนที่หักจากลูกจ้างและส่วนที่นายจ้างสมทบเพิ่ม ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

คำนวณเงินสมทบอย่างไรสำหรับพนักงานรายวัน

เนื่องจากพนักงานรายวันมีรายได้ไม่คงที่ในแต่ละเดือน (ขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่มาทำงานจริง) นายจ้างต้องคำนวณเงินสมทบจาก "ค่าจ้างที่จ่ายจริงในเดือนนั้น" โดยลูกจ้างจ่ายสมทบ 5% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน และนายจ้างสมทบในอัตราเดียวกันอีก 5% ไม่ใช่การคำนวณจากอัตราค่าจ้างรายวันคูณ 30 วันคงที่ แต่คำนวณจากยอดค่าจ้างที่จ่ายจริงในรอบเดือนนั้นๆ

หากไม่ขึ้นทะเบียนให้ จะเกิดอะไรขึ้น

  • นายจ้างมีความผิดตามกฎหมาย เพราะการไม่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนถือเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกันสังคม
  • เสียเงินเพิ่มหากนำส่งล่าช้า หากนำส่งเงินสมทบล่าช้ากว่าวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างจ่าย
  • ลูกจ้างเสียสิทธิความคุ้มครอง เช่น กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือว่างงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในภายหลัง

ตัวอย่างให้เห็นภาพ

กรณีที่ 1: รายวันแบบประจำ (ต้องขึ้นทะเบียน)

ร้านอาหาร ABC จ้างพนักงานเสิร์ฟ 3 คน เป็นรายวัน วันละ 400 บาท โดยแต่ละคนมาทำงานตามตารางกะที่ร้านกำหนดทุกสัปดาห์ต่อเนื่องมาแล้ว 6 เดือน เจ้าของร้านเข้าใจว่าเพราะจ่ายเป็นรายวันจึงไม่ต้องทำประกันสังคมให้ เมื่อพนักงานคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางมาทำงานและต้องเข้ารักษาตัว จึงพบว่าตนเองไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาจากประกันสังคม เพราะร้านไม่เคยขึ้นทะเบียนให้ตั้งแต่แรก ทำให้ร้านต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง พร้อมทั้งต้องนำส่งเงินสมทบย้อนหลังให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหลังถูกตรวจพบ

กรณีนี้ถือเป็นการจ้างงานต่อเนื่องภายใต้การควบคุมของนายจ้าง แม้จ่ายเป็นรายวันก็ยังเข้าข่ายต้องขึ้นทะเบียนตามมาตรา 33

กรณีที่ 2: รายวันแบบไม่ประจำ/ครั้งคราว (ได้รับการยกเว้น)

บริษัท XYZ จัดงานอีเวนต์เปิดตัวสินค้า 1 วัน และจ้างพนักงานเสิร์ฟอาหารว่างชั่วคราวมาช่วยงานเฉพาะวันนั้นวันเดียว จ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน โดยไม่มีการตกลงว่าจะจ้างงานต่อในครั้งถัดไป กรณีนี้ถือเป็นงานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวและเป็นการจรอย่างชัดเจน บริษัทจึงไม่มีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้พนักงานกลุ่มนี้

ข้อควรระวัง: หากบริษัท XYZ เรียกพนักงานกลุ่มเดิมกลับมาช่วยงานอีเวนต์ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ แม้จะยังเรียกว่า "จ้างเป็นครั้งคราว" แต่พฤติกรรมการจ้างงานจริงที่ต่อเนื่องเช่นนี้ อาจถูกตีความว่าเข้าข่ายลูกจ้างประจำที่ต้องขึ้นทะเบียน ไม่ใช่งานจรตามข้อยกเว้นอีกต่อไป

สรุป

ไม่ว่าพนักงานจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายชั่วโมง สิ่งที่กฎหมายใช้ตัดสินว่าต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมหรือไม่ คือ ลักษณะความต่อเนื่องของงาน ไม่ใช่วิธีจ่ายค่าจ้าง หากเป็นการจ้างงานประจำต่อเนื่องภายใต้การควบคุมของนายจ้าง แม้จ่ายเป็นรายวันก็ต้องขึ้นทะเบียนตามมาตรา 33 เช่นเดียวกับพนักงานรายเดือน มีเพียงงานที่มีลักษณะครั้งคราว เป็นการจร หรือตามฤดูกาลจริงๆ เท่านั้นที่ได้รับการยกเว้น หากธุรกิจของคุณมีพนักงานรายวันและไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายต้องขึ้นทะเบียนหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและกฎหมายแรงงานเพื่อให้มั่นใจว่าดำเนินการถูกต้องครบถ้วน