ภาษีป้าย ขนาดไหน ยื่นที่ไหน และแบบไหนถูกที่สุด
ป้ายหน้าร้านเกือบทุกแบบต้องเสียภาษี แม้เป็นป้ายภาพล้วนไม่มีตัวอักษรก็ยังต้องเสีย มาดูวิธีคำนวณ พื้นที่ที่ต้องยื่น และป้ายแบบไหนช่วยประหยัดภาษีได้มากที่สุด

ธุรกิจที่มีหน้าร้านแทบทุกแห่งมักมีป้ายชื่อร้าน โลโก้ หรือป้ายโฆษณาติดตั้งไว้ แต่หลายคนไม่รู้ว่าป้ายเหล่านี้ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย และหากไม่ยื่นให้ถูกต้อง อาจมีเงินเพิ่มตามมาได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าป้ายแบบไหนต้องเสียภาษี คำนวณอย่างไร ยื่นที่ไหน และเลือกแบบป้ายแบบไหนให้ประหยัดที่สุด
ภาษีป้าย คืออะไร
ภาษีป้าย คือภาษีท้องถิ่นที่จัดเก็บจากป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะทำจากวัสดุใด (ผ้าใบ ไม้ อะคริลิก สติกเกอร์ จอ LED) จัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่ป้ายตั้งอยู่ เป็นภาษีที่ต้องเสียเป็นรายปี
ป้ายขนาดไหนต้องเสียภาษี
หลักการคือ ป้ายที่ใช้เพื่อการค้าหรือหารายได้ต้องเสียภาษีแทบทั้งหมด แต่กฎหมายก็มีข้อยกเว้นสำหรับป้ายบางลักษณะ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ได้แก่
- ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้า และมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรต่อป้าย
- ป้ายที่ติดบนยานพาหนะ ซึ่งมีพื้นที่ไม่เกิน 500 ตารางเซนติเมตร
- ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพเพื่อโฆษณามหรสพ
- ป้ายของราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร (ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด)
หากป้ายของธุรกิจไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นเหล่านี้ ไม่ว่าจะขนาดเล็กแค่ไหน ก็ต้องยื่นแบบและเสียภาษีตามกฎหมาย เพียงแต่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายจะน้อยหรือมากตามขนาดพื้นที่
จุดสับสนบ่อย: ป้ายที่มีแต่ภาพ ไม่มีตัวอักษรเลย ต้องเสียภาษีไหม
หลายคนเข้าใจผิดว่าป้ายที่ไม่มีตัวอักษรใดๆ เลย มีแต่โลโก้หรือสัญลักษณ์ล้วนๆ จะไม่ต้องเสียภาษีป้าย เพราะคิดว่าไม่ใช่ "ป้ายชื่อร้าน" ตามความหมายทั่วไป แต่ในทางกฎหมายกลับตรงกันข้าม ป้ายภาพล้วนไม่เพียงต้องเสียภาษี แต่ยังถูกจัดอยู่ในประเภทที่เสียภาษีแพงที่สุด
เหตุผลคือกฎหมายกำหนดประเภทป้ายจาก "การมีหรือไม่มีอักษรไทย" เป็นหลัก เมื่อป้ายไม่มีอักษรไทยเลย (ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีแต่ภาพ หรือมีแต่อักษรต่างประเทศ) จะถูกจัดเข้าประเภทที่ 3 ทันที ซึ่งมีอัตราภาษีสูงสุดคือ 50 บาทต่อ 500 ตร.ซม. เทียบกับป้ายอักษรไทยล้วนที่เสียแค่ 5 บาทต่อ 500 ตร.ซม. — ต่างกันถึง 10 เท่า
ตัวอย่างให้เห็นภาพ
ร้านกาแฟแห่งหนึ่งติดป้ายหน้าร้านเป็นโลโก้รูปเมล็ดกาแฟและถ้วยกาแฟ ไม่มีตัวอักษรใดๆ บนป้ายเลย เจ้าของร้านเข้าใจว่าเพราะไม่มีชื่อร้านเขียนไว้ จึงไม่ใช่ป้ายที่ต้องเสียภาษี แต่ความจริงแล้ว ป้ายนี้ยังคงเข้าข่าย "ป้ายที่ใช้ในการประกอบการค้า" เพราะโลโก้ทำหน้าที่แทนชื่อร้านในการโฆษณาธุรกิจ จึงต้องเสียภาษี และเนื่องจากไม่มีอักษรไทยเลย จะถูกจัดเป็นป้ายประเภทที่ 3 อัตราภาษีสูงสุด แทนที่จะเป็นประเภทที่ 1 ซึ่งถูกกว่ามาก
ข้อยกเว้นที่แท้จริง ป้ายที่จะไม่ต้องเสียภาษีต้องเป็นป้ายที่ไม่ได้ใช้เพื่อการค้าหรือหารายได้เลย เช่น ภาพตกแต่งผนังร้านที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับชื่อแบรนด์หรือสินค้า หรือเข้าเงื่อนไขยกเว้นตามมาตรา 8 ที่กล่าวไปข้างต้น (เช่น ป้ายในอาคารพื้นที่ไม่เกิน 3 ตร.ม.) ไม่ใช่แค่เพราะป้ายนั้น "ไม่มีตัวหนังสือ" เพียงอย่างเดียว
พื้นที่ไหนต้องยื่น
เจ้าของป้ายต้องยื่นแบบและชำระภาษีป้าย ณ หน่วยงานท้องถิ่นที่ป้ายนั้นตั้งอยู่จริง ไม่ใช่ที่อยู่ตามทะเบียนบริษัท โดยแบ่งตามพื้นที่ดังนี้
- กรุงเทพมหานคร — ยื่นที่สำนักงานเขตในพื้นที่ที่ป้ายตั้งอยู่
- ต่างจังหวัด (นอกเขตเทศบาล) — ยื่นที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
- ต่างจังหวัด (ในเขตเทศบาล) — ยื่นที่สำนักงานเทศบาล
- เมืองพัทยา — ยื่นที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
หากธุรกิจมีสาขาหลายแห่งและมีป้ายติดตั้งอยู่ในหลายพื้นที่ ต้องยื่นแบบแยกกันตามพื้นที่ที่ป้ายแต่ละแห่งตั้งอยู่ ไม่สามารถยื่นรวมที่เดียวได้
คำนวณภาษีป้ายอย่างไร
สูตร: ภาษีป้าย = (พื้นที่ป้าย ÷ 500 ตร.ซม.) × อัตราภาษีตามประเภทป้าย
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณพื้นที่ป้าย วัดส่วนที่กว้างที่สุด คูณส่วนที่ยาวที่สุดของขอบเขตป้าย (หน่วยเซนติเมตร) หากคำนวณแล้วมีเศษเกินครึ่งของ 500 ตร.ซม. ให้ปัดขึ้นเป็น 500 ตร.ซม. เต็มหน่วย หากไม่เกินครึ่งให้ปัดทิ้ง
ขั้นตอนที่ 2: ดูอัตราภาษีตามประเภทป้าย ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย พ.ศ. 2563 แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก
| ประเภท | ลักษณะป้าย | อัตราภาษี (ต่อ 500 ตร.ซม.) |
| ประเภทที่ 1 | อักษรไทยล้วน | 5 บาท |
| ประเภทที่ 2 | อักษรไทยปนอักษรต่างประเทศ/ภาพ/เครื่องหมาย | 26 บาท |
| ประเภทที่ 3 | ไม่มีอักษรไทย หรืออักษรไทยอยู่ต่ำกว่า/เล็กกว่าอักษรต่างประเทศ | 50 บาท |
หากคำนวณแล้วภาษีต่ำกว่า 200 บาท กฎหมายกำหนดให้เสียขั้นต่ำป้ายละ 200 บาท
ตัวอย่างการคำนวณ: ป้ายประเภทที่ 2 ขนาด 200 × 100 ซม. = 20,000 ตร.ซม. → (20,000 ÷ 500) × 26 = 1,040 บาท
ป้ายแบบไหนถูกที่สุด
จากตารางอัตราภาษี จะเห็นว่า ป้ายที่ใช้อักษรไทยล้วน (ประเภทที่ 1) เสียภาษีถูกที่สุด คือ 5 บาทต่อ 500 ตร.ซม. ซึ่งถูกกว่าประเภทที่ 2 ถึงกว่า 5 เท่า และถูกกว่าประเภทที่ 3 ถึง 10 เท่า
ดังนั้น หากต้องการประหยัดภาษีป้าย ควรพิจารณา
- ออกแบบป้ายให้ใช้อักษรไทยล้วน ไม่ผสมภาษาอังกฤษหรือภาพประกอบ หากธุรกิจไม่จำเป็นต้องสื่อสารเป็นภาษาต่างประเทศ
- หากจำเป็นต้องมีชื่อแบรนด์เป็นภาษาอังกฤษ ให้พิจารณาแยกป้ายเป็นหลายป้ายขนาดเล็ก แทนป้ายใหญ่ป้ายเดียว เพื่อลดพื้นที่รวมที่ต้องคำนวณภาษี (แต่ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อน เพราะบางพื้นที่อาจรวมพื้นที่ป้ายที่อยู่ติดกันเป็นป้ายเดียว)
- หลีกเลี่ยงป้ายจอ LED หรือป้ายที่เปลี่ยนข้อความได้ หากไม่จำเป็น เพราะป้ายลักษณะนี้มักถูกจัดอยู่ในอัตราที่สูงกว่าป้ายทั่วไป
ยื่นเมื่อไร
- ป้ายเดิมที่เคยเสียภาษีแล้ว ยื่นแบบ ภ.ป.1 และชำระภาษีได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของทุกปี
- ป้ายที่เพิ่งติดตั้งใหม่ระหว่างปี ต้องยื่นแบบภายใน 15 วัน นับจากวันที่ติดตั้งป้าย
- หลังยื่นแบบแล้ว เจ้าหน้าที่จะออกใบแจ้งการประเมิน (ภ.ป.2) และต้องชำระภาษีภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
- หากภาษีที่ต้องชำระเกิน 3,000 บาท สามารถขอผ่อนชำระเป็น 3 งวดเท่าๆ กันได้ โดยต้องยื่นเรื่องขอผ่อนก่อนถึงกำหนดชำระ
หากไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้า จะเกิดอะไรขึ้น
- ไม่ยื่นแบบภายในกำหนด เสียเงินเพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ต้องเสีย
- ยื่นแบบไม่ถูกต้อง ทำให้ภาษีที่คำนวณได้ต่ำกว่าความจริง เสียเงินเพิ่มร้อยละ 10 ของภาษีส่วนที่ประเมินเพิ่มเติม
- ไม่ชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด เสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของค่าภาษีที่ค้างชำระ
เอกสารที่ต้องเตรียม
- ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายของปีก่อนหน้า (กรณีป้ายเดิม)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของป้าย
- ทะเบียนพาณิชย์ หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
- แผนที่ตั้งป้ายโดยสังเขป
- หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถมายื่นด้วยตนเอง)
สรุป
ภาษีป้ายเป็นภาษีท้องถิ่นที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม แต่มีผลบังคับใช้กับป้ายเกือบทุกประเภทที่ใช้เพื่อการค้า ยกเว้นป้ายขนาดเล็กบางลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด การคำนวณภาษีขึ้นอยู่กับทั้งขนาดพื้นที่และประเภทของข้อความบนป้าย โดยป้ายอักษรไทยล้วนเสียภาษีถูกที่สุด ในขณะที่ป้ายภาพล้วนแม้ไม่มีตัวอักษรเลยก็ยังคงต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด ผู้ประกอบการควรยื่นแบบและชำระภาษีให้ตรงตามกำหนดเวลาในพื้นที่ที่ป้ายตั้งอยู่จริง เพื่อหลีกเลี่ยงเงินเพิ่มที่อาจตามมา หากไม่แน่ใจว่าป้ายของธุรกิจเข้าข่ายต้องเสียภาษีหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี หรือสอบถามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในพื้นที่โดยตรง