เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

เขียนโดยทีมงาน พรอมพ์ พลัส แอคเคาน์ติ้ง · เกี่ยวกับเรา · · ปรับปรุงล่าสุด 2026-09-04

เปรียบเทียบภาระภาษีของเงินเดือนกรรมการและเงินปันผล พร้อมวิธีคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลและตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน

เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

เจ้าของธุรกิจที่เป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการมักสงสัยว่าจะรับผลตอบแทนจากบริษัทในรูปแบบไหนดีที่สุด ระหว่าง "เงินเดือนกรรมการ" กับ "เงินปันผล" ทั้งสองแบบมีผลกระทบทางภาษีที่ต่างกันอย่างมาก และไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่าเสมอไป ขึ้นอยู่กับโครงสร้างกำไรและสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจ

เงินเดือนกรรมการ ภาษีเป็นอย่างไร

เงินเดือนหรือค่าตอบแทนกรรมการที่จ่ายเป็นประจำ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร (เช่นเดียวกับเงินเดือนพนักงานทั่วไป) มีจุดสำคัญดังนี้

  • บริษัทหักเป็นรายจ่ายได้ เงินเดือนกรรมการถือเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัท ช่วยลดกำไรสุทธิก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งนี้ ต้องเป็นจำนวนที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับปริมาณงานและมาตรฐานตลาด มิฉะนั้นอาจถูกสรรพากรมองว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา ซึ่งเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (8)
  • กรรมการเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0-35% ตามขั้นเงินได้สุทธิ บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งทุกเดือนผ่านแบบ ภ.ง.ด.1
  • จ่ายได้ทุกเดือนไม่ต้องรอกำไร เพราะเป็นรายจ่ายดำเนินงานปกติ ไม่ต้องรอให้บริษัทมีกำไรสะสมเหมือนเงินปันผล

เงินปันผล ภาษีเป็นอย่างไร

เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข) มีจุดสำคัญที่ต่างจากเงินเดือนอย่างชัดเจน

  • บริษัทหักเป็นรายจ่ายไม่ได้ เพราะเงินปันผลจ่ายจากกำไรสุทธิที่ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาแล้ว ไม่ใช่รายจ่ายก่อนภาษี
  • ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ผู้รับสามารถเลือกให้หัก 10% เป็นการเสียภาษีขั้นสุดท้าย (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น) หรือเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมขอเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ
  • ต้องมีกำไรสะสมเพียงพอ และต้องผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อนจ่ายได้ ไม่สามารถจ่ายได้อิสระเหมือนเงินเดือน

จุดสำคัญ: เครดิตภาษีเงินปันผล

หลายคนกังวลว่าเงินปันผลจะถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อน (บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลไปแล้ว 20% แล้วผู้ถือหุ้นยังต้องเสียภาษีเงินปันผลอีก) กฎหมายจึงมีมาตรา 47 ทวิ ให้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล เพื่อลดความซ้ำซ้อนนี้ โดยคำนวณจาก

เครดิตภาษีเงินปันผล = เงินปันผลที่ได้รับ × [อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ÷ (100 − อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)]

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% และจ่ายเงินปันผล 80 บาท จะได้เครดิตภาษี = 80 × (20 ÷ 80) = 20 บาท ผู้ถือหุ้นสามารถนำเครดิตนี้ไปหักลบกับภาษีที่ต้องชำระได้ หากอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้นต่ำกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทเสียไป ก็มีโอกาสได้เงินคืนภาษีด้วย

ตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

สมมติบริษัท กขค จำกัด เป็น SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) มีกำไรก่อนหักผลตอบแทนกรรมการ 1,000,000 บาท และกรรมการคนเดียวกันเป็นทั้งผู้ถือหุ้น 100%

กรณีจ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท

  • บริษัทหักเป็นรายจ่ายได้เต็มจำนวน กำไรก่อนภาษีเหลือ 0 บาท ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล
  • กรรมการนำเงินเดือน 1,000,000 บาท ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิ)
  • ข้อควรระวัง: การจ่ายเงินเดือนเท่ากับกำไรทั้งหมดพอดีเช่นนี้ ในทางปฏิบัติมีความเสี่ยงที่สรรพากรจะตั้งคำถามเรื่องความสมเหตุสมผลของจำนวนเงิน โดยเฉพาะหากไม่สอดคล้องกับปริมาณงานหรือมาตรฐานตลาด บริษัทควรมีเอกสารรองรับ เช่น มติที่ประชุมอนุมัติค่าตอบแทน และขอบเขตงานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธไม่ให้หักเป็นรายจ่าย

กรณีจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด

  • บริษัทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน ตามอัตรา SME (ยกเว้น 300,000 บาทแรก, 15% สำหรับ 300,001-3,000,000 บาท) กำไร 1,000,000 บาท จะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท เหลือกำไรสุทธิจ่ายปันผลได้ 895,000 บาท
  • เมื่อจ่ายปันผล 895,000 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทันที (89,500 บาท) หรือเลือกนำไปรวมคำนวณพร้อมขอเครดิตภาษีคืนได้

จะเห็นว่าไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับอัตราภาษีบุคคลธรรมดาที่กรรมการต้องเสียเทียบกับอัตราภาษีนิติบุคคลของบริษัท และสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นที่แต่ละฝ่ายมี

ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการวางแผน

  • ระดับเงินได้สุทธิของกรรมการ หากกรรมการมีเงินได้สุทธิอยู่ในขั้นภาษีสูง (เช่น 30-35%) การรับเป็นเงินปันผลที่มีเครดิตภาษีอาจช่วยประหยัดกว่า เพราะเครดิตภาษีช่วยลดภาระซ้ำซ้อนได้บางส่วน
  • อัตราภาษีนิติบุคคลของบริษัท บริษัท SME ที่มีกำไรอยู่ในช่วงได้รับยกเว้นหรืออัตรา 15% จะมีส่วนต่างเครดิตภาษีที่เป็นประโยชน์มากกว่าบริษัททั่วไปที่เสียภาษี 20%
  • ความสม่ำเสมอของกระแสเงินสด เงินเดือนจ่ายได้สม่ำเสมอทุกเดือนโดยไม่ต้องรอกำไร เหมาะกับกรรมการที่ต้องการรายได้แน่นอน ขณะที่เงินปันผลขึ้นอยู่กับผลประกอบการและการอนุมัติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น
  • ผลกระทบต่อสิทธิประกันสังคม หากกรรมการรับเป็นเงินเดือนและมีการนำส่งเงินสมทบประกันสังคมตามปกติ จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิประกันสังคม เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินชราภาพ หรือกรณีว่างงาน ส่วนเงินปันผลไม่ถือเป็นค่าจ้างจึงไม่ต้องนำส่งเงินสมทบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิประกันสังคมเพิ่มเติมแต่อย่างใด ดังนั้นกรรมการที่รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลล้วนๆ โดยไม่มีเงินเดือนเลย จะไม่มีความคุ้มครองจากประกันสังคมในส่วนนี้
  • ความสมเหตุสมผลของค่าตอบแทน ไม่ว่าจะเลือกจ่ายแบบใด ควรมีเอกสารรองรับที่แสดงเหตุผลทางธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินเดือนกรรมการที่ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายที่จำเป็นต่อกิจการจริง

สรุป

ไม่มีคำตอบตายตัวว่าเงินเดือนกรรมการหรือเงินปันผลแบบไหนประหยัดภาษีกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งอัตราภาษีนิติบุคคลของบริษัท ระดับเงินได้ของกรรมการ และความต้องการด้านกระแสเงินสด ในทางปฏิบัติ ธุรกิจ SME จำนวนมากเลือกใช้ทั้งสองวิธีผสมกัน คือจ่ายเงินเดือนกรรมการในระดับที่สมเหตุสมผลเพื่อลดกำไรก่อนภาษี และจ่ายเงินปันผลจากกำไรส่วนที่เหลือ เพื่อกระจายภาระภาษีให้สมดุลที่สุด หากไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรวางแผนอย่างไร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีเพื่อคำนวณเปรียบเทียบตามตัวเลขจริงของกิจการ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย โปรดปรึกษาเราก่อนตัดสินใจ