เงินให้กู้ยืมกรรมการ ผลกระทบทางภาษีที่มักถูกมองข้าม
เขียนโดยทีมงาน พรอมพ์ พลัส แอคเคาน์ติ้ง · เกี่ยวกับเรา · · ปรับปรุงล่าสุด 2026-09-04
แม้ไม่คิดดอกเบี้ย สรรพากรก็มีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดได้ มาดูว่าเงินให้กู้ยืมกรรมการมีภาระภาษีอะไรบ้างที่มักถูกมองข้าม

หลายธุรกิจ SME มีรายการที่เรียกว่า "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" ปรากฏอยู่ในงบการเงิน ซึ่งมักเกิดจากกรรมการเบิกเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัว หรือโอนเงินออกจากบัญชีบริษัทโดยไม่มีเอกสารรองรับชัดเจน หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำกันทั่วไป แต่ในทางภาษีแล้ว รายการนี้มีผลกระทบที่มักถูกมองข้าม และอาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมได้
เงินให้กู้ยืมกรรมการเกิดขึ้นได้อย่างไร
โดยทั่วไปเกิดจาก 2 กรณีหลัก
- กรรมการเบิกเงินบริษัทไปใช้โดยไม่มีหลักฐานค่าใช้จ่าย เช่น โอนเงินออกจากบัญชีบริษัทแต่ไม่มีบิลหรือเอกสารมาเบิก นักบัญชีจึงต้องบันทึกไว้เป็นบัญชี "ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" ชั่วคราว
- บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงินโดยตรง เพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวของกรรมการ
ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด เมื่อรายการนี้ปรากฏในงบการเงิน กฎหมายภาษีจะถือว่าเป็น "การให้กู้ยืมเงิน" ทันที และมีภาระภาษีตามมาที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง
หัวใจสำคัญ: มาตรา 65 ทวิ (4)
ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามมากที่สุดคือ แม้บริษัทจะให้กรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยเลย กฎหมายก็ไม่ได้ปล่อยผ่านให้ฟรีๆ ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่า
ในกรณีให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ย หรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงิน
พูดง่ายๆ คือ ต่อให้บริษัทไม่คิดดอกเบี้ยจริง สรรพากรก็มีอำนาจสมมติดอกเบี้ยขึ้นมาเองตามราคาตลาด แล้วนำมาถือเป็นรายได้ของบริษัทเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยที่ไม่เคยได้รับจริงด้วยซ้ำ
ในทางปฏิบัติ อัตราดอกเบี้ยที่ควรใช้อ้างอิงมักเทียบเคียงจากอัตรา MLR ของธนาคารพาณิชย์ หรืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่าผลตอบแทนที่บริษัทควรได้รับตามสภาพตลาด
ภาระภาษีอื่นที่ตามมา
นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลจากดอกเบี้ยที่ถูกประเมิน ยังมีภาระภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ หากบริษัทมีดอกเบี้ยรับจากการให้กู้ยืมเงิน ถือเป็นการประกอบกิจการในลักษณะเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3% ของดอกเบี้ยรับ บวกภาษีท้องถิ่นอีก 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมเป็นประมาณ 3.3% และต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40
- อากรแสตมป์ สัญญากู้ยืมเงินต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อวงเงินกู้ทุก 2,000 บาท (หรือเศษของ 2,000 บาท) โดยมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อฉบับ หากไม่ติดอากรหรือติดไม่ครบ อาจมีปัญหาเมื่อถูกตรวจสอบ
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากมีการจ่ายดอกเบี้ยกลับคืนจริง (กรณีกรรมการเป็นผู้ให้กู้แก่บริษัท) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างให้เห็นภาพ
บริษัท กขค จำกัด มีกรรมการถอนเงินจากบัญชีบริษัทไปใช้ส่วนตัวสะสมมา 1 ปี รวม 1,000,000 บาท โดยไม่มีการทำสัญญาหรือคิดดอกเบี้ยใดๆ นักบัญชีบันทึกไว้เป็น "ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" เมื่อสรรพากรตรวจสอบและพบรายการนี้ จะใช้อำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) ประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาด สมมติใช้อัตราอ้างอิง 5% ต่อปี บริษัทจะถูกประเมินให้มีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม 50,000 บาท ทั้งที่ไม่เคยได้รับเงินจริง และต้องนำไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมถึงภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติมทั้งสิ้น พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับหากตรวจพบย้อนหลังหลายปี
ความเสี่ยงอื่นที่ควรระวัง
- สัญญาณเตือนเวลาปิดกิจการ บัญชีเงินให้กู้ยืมกรรมการที่มียอดค้างสูง มักเป็นจุดที่ผู้สอบบัญชีและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสนใจเป็นพิเศษเมื่อบริษัทยื่นขอเลิกกิจการ เพราะต้องมีการชำระคืนหรือชี้แจงที่มาให้ชัดเจน
- เสี่ยงถูกมองเป็นเงินปันผลแฝง หากพยายามล้างยอดหนี้นี้ด้วยการจ่ายเงินปันผลให้กรรมการ (ในฐานะผู้ถือหุ้น) เพื่อหักลบกับยอดหนี้ ต้องระวังว่าการจ่ายเงินปันผลมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องเช่นกัน ไม่ใช่แค่การหักลบบัญชีเฉยๆ
แนวทางจัดการให้ถูกต้อง
- ทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวงเงิน อัตราดอกเบี้ย และกำหนดชำระคืนชัดเจน พร้อมติดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน
- คิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยอ้างอิงอัตรา MLR ของธนาคารพาณิชย์หรืออัตราที่มีเหตุผลรองรับได้ พร้อมเก็บเอกสารอธิบายที่มาของอัตราที่ใช้
- บันทึกดอกเบี้ยรับเป็นรายได้ของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ และนำไปคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะให้ถูกต้องทุกเดือนที่มีรายรับดอกเบี้ย
- วางแผนชำระคืนเงินกู้ยืมให้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ยอดค้างสะสมนานจนกลายเป็นความเสี่ยงเมื่อถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
สรุป
เงินให้กู้ยืมกรรมการเป็นรายการที่ดูเหมือนเรื่องภายในระหว่างบริษัทกับกรรมการ แต่ในทางภาษีกลับมีผลกระทบที่ชัดเจนตามมาตรา 65 ทวิ (4) ซึ่งให้อำนาจสรรพากรประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดได้ แม้บริษัทจะไม่ได้คิดดอกเบี้ยจริงก็ตาม นอกจากนี้ยังมีภาระภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ที่ต้องจัดการให้ครบถ้วน หากธุรกิจของคุณมีรายการเงินให้กู้ยืมกรรมการอยู่ในงบการเงิน ควรจัดทำสัญญาและคิดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีเพื่อวางแผนจัดการก่อนถูกตรวจสอบย้อนหลัง
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย โปรดปรึกษาเราก่อนตัดสินใจ