Incoterms กับภาษี: จุดที่มักเข้าใจผิด
เขียนโดยทีมงาน พรอมพ์ พลัส แอคเคาน์ติ้ง · เกี่ยวกับเรา · · ปรับปรุงล่าสุด 2026-09-04
บัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคลรับรู้รายได้ตามวันส่งมอบสินค้าแบบเดียวกัน แต่ VAT กลับอิงคนละจุด มาดูความต่างพร้อมตัวอย่างให้ชัดเจน

ธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างประเทศมักคุ้นเคยกับคำว่า FOB, CIF, EXW ซึ่งเป็นเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าสากล (Incoterms) แต่หลายคนเข้าใจผิดว่าจุดที่ Incoterms กำหนดให้ "ส่งมอบสินค้า" คือจุดเดียวกับ "จุดรับรู้ภาษี" ทุกประเภท ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาษีแต่ละประเภทอิงจุดที่ต่างกัน
Incoterms คืออะไร กำหนดอะไรบ้าง
Incoterms เป็นข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่กำหนด 3 เรื่องหลักระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ได้แก่ จุดส่งมอบสินค้า จุดที่ความเสี่ยงโอนจากผู้ขายไปผู้ซื้อ และใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย/พิธีการศุลกากรในแต่ละช่วง โดยเงื่อนไขที่พบบ่อยมีจุดส่งมอบต่างกัน เช่น
- EXW (Ex Works) ผู้ขายส่งมอบสินค้าที่โรงงานหรือโกดังของตนเอง เป็นจุดส่งมอบที่เร็วที่สุด
- FCA (Free Carrier) ผู้ขายส่งมอบให้ผู้ขนส่งที่ผู้ซื้อกำหนด ณ จุดที่ตกลงกัน
- FOB / CFR / CIF ผู้ขายส่งมอบเมื่อสินค้าถูกวางลงบนเรือ (on board) เรียบร้อยแล้ว
- DAP / DDP ผู้ขายส่งมอบเมื่อสินค้าถึงปลายทางที่ผู้ซื้อกำหนด
จุดสำคัญ: บัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคลอิงจุดเดียวกัน แต่ VAT อิงคนละจุด
นี่คือประเด็นที่ผู้ประกอบการมักสับสนที่สุด เพราะภาษี 2 ประเภทนี้อิงจุดรับรู้ต่างกันอย่างชัดเจน
รายได้ทางบัญชี = รายได้ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล
ทั้งสองเรื่องนี้อิงจุดเดียวกัน เพราะมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บริษัทต้องใช้ "เกณฑ์สิทธิ" ในการคำนวณรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเกณฑ์สิทธินี้คือหลักการเดียวกับเกณฑ์คงค้างทางบัญชี ดังนั้นเมื่อบัญชีรับรู้รายได้จากการส่งออกตามเงื่อนไข Incoterms ที่จุดใด (เช่น วันที่สินค้าวางบนเรือสำหรับ FOB/CIF/CFR) ภาษีเงินได้นิติบุคคลก็รับรู้รายได้ ณ จุดเดียวกันนั้นด้วย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = คนละจุดกับข้างต้น
จุดรับรู้ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออก ไม่ได้อิงตามเงื่อนไข Incoterms หรือเกณฑ์สิทธิทางบัญชี แต่อิงตามกระบวนการทางศุลกากรแยกต่างหาก ตามมาตรา 78(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดว่า
การส่งออกให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
พูดง่ายๆ คือ บัญชีกับภาษีเงินได้นิติบุคคลเดินไปด้วยกัน แต่ VAT แยกตัวไปอิงกระบวนการศุลกากรต่างหาก
แล้ว Incoterms มีผลต่อภาษีตรงไหน
Incoterms มีผลโดยตรงต่อทั้งการรับรู้รายได้ทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะกำหนดจุดที่ถือว่าสินค้าถูกส่งมอบและความเสี่ยงโอนไปยังผู้ซื้อ
ในทางปฏิบัติ สำหรับการส่งออกภายใต้เงื่อนไข FOB, CIF หรือ CFR ให้ถือว่าผู้ส่งออกได้ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า (และรับรู้รายได้ได้ทั้งทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล) เมื่อสินค้าถูกวางลงใต้ท้องเรือเรียบร้อยแล้ว โดยส่วนใหญ่จะอนุโลมตามวันที่ตามสถานะศุลกากร Status 0409 (สถานะตรวจปล่อยสินค้า) เว้นแต่มีหลักฐานใบตราส่งสินค้า (B/L) ของสายเดินเรือ ก็ให้ถือวันที่ตาม B/L เป็นวันส่งมอบแทน
สำหรับเงื่อนไข EXW หรือ FCA ซึ่งส่งมอบเร็วกว่า (ที่โรงงานหรือจุดที่ตกลงในประเทศ) จุดรับรู้รายได้ทั้งสองด้านก็จะเร็วกว่าตามไปด้วย
สรุปให้เห็นความต่าง
| เรื่อง | อิงตามอะไร | จุดเกิดขึ้น |
| รายได้ทางบัญชี | เงื่อนไข Incoterms | วันส่งมอบตามเงื่อนไข (เช่น วันวางบนเรือสำหรับ FOB/CIF/CFR) |
| รายได้ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล | เกณฑ์สิทธิ (มาตรา 65 วรรคสอง) — อิงจุดเดียวกับบัญชี | เดียวกับรายได้ทางบัญชี |
| จุดรับผิด VAT (มาตรา 78(4)(ก)) | กระบวนการศุลกากร — คนละเกณฑ์ | วันชำระอากรขาออก หรือวันออกใบขนสินค้าขาออก (Status 0209) |
ตัวอย่างให้เห็นภาพ
บริษัท กขค จำกัด ขายสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศด้วยเงื่อนไข CIF สินค้าถูกบรรทุกขึ้นเรือวันที่ 20 สิงหาคม (มีใบ B/L ยืนยัน) แต่กระบวนการศุลกากรและชำระอากรขาออกเสร็จสมบูรณ์วันที่ 22 สิงหาคม
- ทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทรับรู้รายได้จากการขายตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม ตามวันที่ B/L เพราะถือเป็นวันส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไข CIF ทั้งสองเรื่องนี้ใช้วันเดียวกัน
- ทางภาษีมูลค่าเพิ่ม ความรับผิดในการเสีย VAT (แม้จะเป็นอัตรา 0% สำหรับการส่งออก) เกิดขึ้นวันที่ 22 สิงหาคม ตามวันที่ชำระอากรขาออก แยกจากสองเรื่องข้างต้น
จะเห็นว่าวันบันทึกรายได้ (บัญชี+ภาษีเงินได้นิติบุคคล) กับวันรับผิด VAT ต่างกัน 2 วัน ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเกิดข้ามรอบเดือนภาษีพอดี (เช่น ส่งมอบปลายเดือน แต่ผ่านพิธีการศุลกากรต้นเดือนถัดไป) จะกระทบทั้งงวดบัญชี/ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บันทึกรายได้ และงวดภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้ถูกต้อง ซึ่งอาจไม่ตรงกัน
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
- รับรู้รายได้ผิดงวดทั้งทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล หากอ้างอิงวันที่ผิด อาจทำให้งบการเงินไม่ตรงกับความเป็นจริง และกระทบการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบบัญชีนั้น
- ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มผิดเดือน หากเข้าใจผิดว่าจุดรับผิด VAT อิงตาม Incoterms เดียวกับบัญชี และนำไปลงในรายงานภาษีขายผิดเดือน อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่ม
- เอกสารไม่สอดคล้องกัน ใบกำกับภาษีที่ออกกับหลักฐานทางศุลกากรควรอ้างอิงวันที่ให้ตรงกับกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องของแต่ละเรื่อง ไม่ใช่ใช้วันเดียวกันทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบ
สรุป
Incoterms อย่าง FOB, CIF, EXW เป็นเงื่อนไขที่กำหนดจุดส่งมอบสินค้าและความเสี่ยงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อทั้งการรับรู้รายได้ทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะทั้งสองเรื่องใช้เกณฑ์สิทธิ/เกณฑ์คงค้างร่วมกัน แต่ไม่ใช่ตัวกำหนดจุดรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออก เพราะกฎหมายกำหนดให้จุดรับผิด VAT อิงตามกระบวนการศุลกากรแยกต่างหาก คือวันที่ชำระอากรขาออกหรือวันที่ออกใบขนสินค้าขาออก ผู้ประกอบการส่งออกจึงควรแยกพิจารณาเรื่อง VAT ออกจากบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ชัดเจน เพื่อบันทึกบัญชีและยื่นภาษีให้ถูกงวดตามกฎเกณฑ์ที่แท้จริงของแต่ละเรื่อง หากไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรอ้างอิงวันที่ไหนสำหรับกรณีเฉพาะ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีเพื่อวางระบบให้ถูกต้อง
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย โปรดปรึกษาเราก่อนตัดสินใจ